วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ชีวิตคู่ของมนุษย์ที่เป็นมุสลิม

ชีวิตคู่ของมนุษย์ที่เป็นมุสลิม

หากพูดถึงชีวิตคู่ในนิยามของผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮแล้ว แน่นอนที่สุดว่าต้องเริ่มด้วยการนิกาฮ (แต่งงาน) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความรักระหว่างชายหญิงที่เป็นไป

เพื่อแสวงหาความพอใจจากพระเจ้าของเขา ไม่ใช่เป็นจุดจบของความรักที่ทั้งคู่ร่วมกันบ่มเพาะจนสุกงอมก่อนจะเข้าสู่พิธีแต่งงาน เพราะฉะนั้นชีวิตคู่ของมุสลิมจึงแตกต่างจาก

มนุษย์ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

การเลือกคู่ของมุสลิม:


ใช้หัวใจพิจารณาที่หัวใจ


ไม่ได้ใช้สายตาพิจารณาที่รูปกาย


ไม่ต้องมีการดึงดูดเพศตรงข้าม


มุสลิมไม่มีการคบหากันก่อนแต่ง เพราะวิธีนี้จะไม่ทำให้เขาได้ข้อมูลที่เป็นจริง แต่มุสลิมเลือกใช้วิธีที่ฉลาดกว่าโดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว และเกณฑ์ที่ใช้ก้อคือ ศาสนาที่มีอยู่ในตัวเขาเพราะสิ่งนี้จะไม่เสื่อมคลายลงตามกาลเวลา

เคยรู้บ้างไหมว่าอะไรคือ เป้าหมายการมีคู่ครองในอิสลาม:


แน่นอนว่าการแต่งงานของมุสลิมมีจุดหมายปลายทางที่แตกต่างจากคนธรรมดาตรงที่ไม่ได้เป็นคู่กันเฉพาะโลกนี้ แต่ทั้งคู่จะเป็นคู่ครองของกันและกันยาวไปถึงโลกหน้า (รักนิรันดร)


การใช้ชีวิตร่วมกันในโลกนี้เป็นเพียงทางผ่านในการทำให้ศาสนาของคนทั้งคู่สมบูรณ์


ช่วยกันแนะนำตักเตือนเสริมสร้างความดีเกื้อหนุนกัน


การแต่งงานไม่ใช่เรื่องของอารมณ์แต่เป็นเรื่องของศาสนาที่จะต้องใช้ความรอบคอบอย่างยิ่งในการเลือกผู้ที่จะมาร่วมบทบาทที่ยิ่งใหญ่ บทบาทของผู้ผลิตสมาชิกใหม่ของประชาชาตินี้และอบรมเลี้ยงดูให้เป็นบ่าวที่พระผู้เป็นเจ้าพึงปรารถนา

เนื่องจากมุสลิมเลือกคู่ครองด้วย จิตวิญญาณแห่งอิสลาม จึงทำให้ไม่ต้องมีใครตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงในการใช้ชีวิตคู่ เพราะไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข เขาก้อจะใช้อิสลามนำทางเสมอ เมื่อมีความสุขเขาก้อจะให้เกียรติกัน เมื่อเจอความทุกข์เขาก้อจะรักษาเกียรติของกันและกัน ความรักที่มีให้กันเพื่ออัลลอฮคือจุดเด่นของชีวิตคู่ในอิสลาม แม้ความห่างของสถานที่หรือความสั้นของการเวลาในการร่วมอยู่กันบนโลกนี้ก้อไม่อาจทำให้สายสัมพันธ์ชนิดนี้ขาดสะบั้นลงได้ เพราะคู่ชีวิตของอิสลามเป็นคู่หัวใจที่ผูกมัดด้วยสายเชือกของอภิบาลแห่งสากลโลก

"(สำหรับบรรดาผู้ยำเกรงนั้นจะได้รับ)สวนสวรรค์ทั้งหลายอันสถาพรพวกเขาจะเข้าไปอยู่พร้อมกับผู้ทำดีจากบรรพบุรุษของพวกเขาและคู่ครองของพวกเขา และบรรดาลูกหลานของพวกเขา และมลาอิกะฮจะเข้ามาหาพวกเขาจากทุกประตู" (อัรเราะอด 13:23)

สำหรับหนุ่มสาวที่แอบพึงใจใครบางคนอยู่เงียบๆ

เมื่อคุณทราบแน่ชัดแล้วว่าการคบหาดูใจกันก่อนแต่งงานนั้นไม่มีและไม่เคยมีในอิสลาม คุณก้อคงตระหนักได้แล้วว่าไม่มีทางออกใดสำหรับความรู้สึกนี้ของคุณนอกจากการนิกะฮ ดังนั้นถ้าคุณมีข้อจำกัดไม่ว่าจะเป็นของจริงหรือเป็นสิ่งที่คุณสร้างขึ้นเอง (และพอใจบอกตัวเองอย่างนั้น) อันทำให้คุณยังไม่สามารถจะดำเนินการใดใดที่จะนำไปสู่ขั้นตอนของการนิกะฮได้ ขอให้คุณอดทนเข้าหาอัลลอฮ และกำจัดทุกช่องทางที่จะกระพือความรู้สึกของคุณให้เตลิดไปไกล เป็นต้นว่า หลี่กเลี่ยงการไปในสถานการณ์หรือสถานที่ๆจะได้พบเจอกับใครคนนั้นตลอดจนแหล่งข้อมูลที่จะทำให้คุณยิ่งเพ้อฝันถึงเขา และเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเองไปยังเรื่องที่มีประโยชน์แก่หัวใจมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นศึกษาอัลกุรอาน การซิกรุลลอฮ การร่วมกลุ่มกันทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ที่สำคัญตามหลักสูตรคือพยายามถือศีลอดให้มากๆ แต่ถ้าคุณพิจารณาแล้วว่าจะดำเนินการให้ความรู้สึกนี้ไปอยู่ในที่อันเหมาะควรผ่านการนิกะฮแล้ว ก็จงละหมาดและมอบหมายกิจการงานของคุณไว้กับอัลลอฮเถิด อินชาอัลลอฮ ทุกสิ่งจะอยู่บนความเรียบง่ายถ้า
อัลลอฮประสงค์

"เมื่อบ่าวคนใดได้แต่งงาน เท่ากับว่าเขาได้ทำให้ศาสนาสมบูรณ์ไปครึ่งหนึ่ง ดังนั้นจงสำรวมตนต่ออัลลอฮฺ ซึ่งเป็นครึ่งที่เหลือ"

(หะดีษ: ในสายรายงานของอัล บัยฮะกียฺ)

อิสลามได้กระตุ้นให้เกิดความมุ่งมั่นในการครองคู่ การสร้างครอบครัวมุสลิม เพื่อให้เป็นรากฐานในการก่อตั้งสังคมต่อไป อัล-กุรอานถือว่านี่เป็นความต้องการอย่างแรงกล้าสำหรับบรรดาผู้ศรัทธา ดังที่ปรากฎในอัลกุรอานว่า


และบรรดาผู้กล่าวว่า ข้าแต่ผู้อภิบาลของเรา! ได้ทรงโปรดประทานแก่เราซึ่งคู่ครองของเรา และลูกๆของเราเป็นที่เย็นตาแก่สายตา และได้ทรงโปรดทำให้เราเป็นแบบอย่างของปวงผู้สำรวมตนจากความชั่ว (อัลฟุรกอน 25:74)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น